English
เคล็ดลับสุขภาพ > ผู้ป่วยเบาหวานกับการดูแลบาดแผลเบื้องต้น

ผู้ป่วยเบาหวานกับการดูแลบาดแผลเบื้องต้น

แผลเบาหวานนับเป็นบาดแผลเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุดและรักษาหายยาก ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรใส่ใจดูแลสุขภาพและป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผล หรือหากมีบาดแผลแล้วมีของเหลวไหลออกมาและมีกลิ่นเหม็นผิดปกติก็ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยว่าแผลดังกล่าวเป็นแผลเบาหวานหรือไม่ ซึ่งไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน และหากพบว่าเป็นแผลเบาหวานแพทย์ก็จะทำการแบ่งระดับของแผลในขั้นตอนต่อไป
ผู้ป่วยโรคเบาหวานเรื้อรังที่เป็นมานานจะมีไขมันที่ไม่ย่อยสลายไปจับกับเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดตีบและแข็งเกิดการอุดตัน จึงส่งผลเมื่อมีบาดแผลแล้วไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง ซึ่งเป็นสาเหตุให้บาดแผลเบาหวานหายช้า และลุกลามง่ายกว่าบาดแผลทั่วๆ ไป ส่วนบริเวณที่เกิดแผลเบาหวานได้มากที่สุดคือ บริเวณเท้า เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานมีเส้นเลือดตีบและอาการเสื่อมของระบบประสาทรับความรู้สึกส่วนปลาย จึงทำให้เกิดอาการชา และเมื่อเวลามีบาดแผลที่เท้ากว่าจะรู้ตัวก็ลุกลามไปมากแล้ว ทำให้รักษายาก หายช้า และร้ายแรงถึงขั้นตัดเท้าได้
ในเบื้องต้นหากผู้ป่วยโรคเบาหวานมีบาดแผลเกิดขึ้น ควรหยุดใช้อวัยวะบริเวณบาดแผลเพื่อไม่ให้เกิดแรงดันที่แผลจนทำให้ติดเชื้อหรือแผลขยายใหญ่ขึ้น และรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาและวินิจฉัยต่อไป หรือหากมีเพียงรอยขีดข่วนที่เกิดจากของมีคม การดูแลบาดแผลเบื้องต้น คือ
• ล้างแผลด้วยสบู่ โดยใช้น้ำอุ่นหรือน้ำเกลือ(ไม่ควรล้างด้วยแอลกอฮอล์) และหมั่นทำแผลวันละ 2-4 ครั้ง/วัน
• เช็ดบริเวณบาดแผลให้แห้งด้วยสำลีหรือผ้าที่สะอาด
• ใส่ยาฆ่าเชื้อที่เจือจางแล้ว
• ปิดบาดแผลด้วยผ้าที่แห้งสะอาดและผ่านการฆ่าเชื้อ
แต่หากแผลมีอาการบวมแดง และมีน้ำเหลืองหรือหนองไหลออกมาจากแผล ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้และควรรีบมาพบแพทย์

เรียบเรียงบทความโดย...นพ.ประวิทย์ เสนะวีณิน (ว.3830) 
คลินิกศัลยกรรมทั่วไป
โรงพยาบาลเอกชล (038) 939 999 ต่อ 1167-1168
ติดตามข่าวสารและข้อมูลดีดีได้ที่
✅LINE >>>http://line.me/ti/p/%40eqj8468m
✅Facebook >>>http://m.me/Aikcholhospital

บริการทางการแพทย์ของเอกชล

รับข่าวสาร และเคล็ดลับสุขภาพจากเรา