English
เคล็ดลับสุขภาพ > เบาหวาน...ภัยร้ายที่ถูกละเลย

เบาหวาน...ภัยร้ายที่ถูกละเลย


โรคเบาหวาน คือ โรคที่เกิดจากร่างกายของเรา ไม่สามารถใช้พลังงานที่ได้จากการรับประทานอาหารเข้าไป ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เบาหวานจะเกิดได้ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ 2 อย่าง คือ
1. ตับอ่อน (เป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องส่วนบน วางอยู่หลังกระเพาะ) ไม่สามารถผลิตอินซูลิน
2. ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ แต่อินซูลินที่สร้างขึ้นมาไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์ไปใช้เป็นพลังงานได้ เรียกว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลิน
(*อินซูลิน* เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน ทำหน้าที่ช่วยนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำรงชีวิต)

ผลของโรคเบาหวาน ทำให้เกิดโรคตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลอดเลือดสมอง เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต เป็นโรคจอประสาทตา เป็นต้อกระจก เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย เป็นโรคไขมันพอกตับ ไตเสื่อมจนถึงไตวาย โรคของหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายของร่างกายน้อยลงเกิดภาวะขาดเลือด หรือเกิดการทำลายของระบบประสาทส่วนปลายทำให้เกิดอาการชาของปลายมือปลายเท้า จนทำให้เกิดแผลเรื้อรังและถูกตัดอวัยวะออกไปในที่สุด นอกจากนี้ยังมีผลทำให้เกิดภาวะโรคอ้วน ซึ่งจะตามมาด้วยอื่นๆอีกมากมาย มากไปกว่านั้น ผู้ป่วยเบาหวานยังมีปัญหาเรื่องของภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคลดลง ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น เช่น วัณโรคปอด เชื้อราตามที่ต่างๆของร่างกาย ฯลฯ ......

ประเภทของโรคเบาหวาน
ประเภทที่ 1 เบาหวานที่ต้องพึ่งอินซูลิน เกิดจากการที่ร่างกายไม่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน อันเนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันไปทำลายเซลล์ตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน พอขาดอินซูลินเซลล์ก็จะไม่สามารถนำกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานในเซลล์ได้ จึงเหลือปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดมากและก่อให้เกิดโรคตามมามากมาย ปกติแล้วจะพบในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ก็สามารถพบได้ทุกช่วงอายุ หากมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคเบาหวานจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานประเภทนี้ เบาหวานประเภท 1 นี้พบได้ประมาณ 5% ของเบาหวานทั้งหมด การรักษาจำเป็นต้องใช้ยาอินซูลิน

ประเภทที่ 2 เป็นชนิดของเบาหวานที่พบมากที่สุด เกิดจากการที่เซลล์ร่างกายของเราไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างเต็มที่ ถึงแม้จะมีการผลิตอินซูลินออกมาจากเซลล์ตับอ่อนในปริมาณที่เพียงพอก็ตาม เซลล์ร่างกายก็ไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ในการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ได้ จึงเหลือน้ำตาลในเลือดสูงเกิน และก่อโรคแทรกซ้อนตามมามากมายเช่นกัน โรคเบาหวานประเภท 2 พบได้ทุกช่วงอายุ แม้ว่าจะเป็นวัยเด็กก็ตาม อย่างไรก็ตามเบาหวานประเภท 2 จะพบได้มากที่สุดในช่วงอายุวัยกลางคนจนถึงผู้ที่มีอายุมาก

โดยจะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 มากกว่าปกติถ้ามีปัจจัย ดังนี้
- อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน
- เป็นโรคอ้วน หรือน้ำหนักเกิน
- ผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน
- การขาดการออกกำลังกายและปัญหาทางสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง
- ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน
- เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ประเภทที่ 3 เบาหวานที่เกิดขณะตั้งครรภ์
มีคนตั้งครรภ์ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่มีเบาหวานขณะตั้งครรภ์เกิดขึ้น กลไกการเกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ถึงปัจจุบันยังไม่มีทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีหลักฐานบางอย่างที่ทำให้เชื่อว่า ฮอร์โมนที่สร้างจากรก ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินในแม่ ซึ่งโดยทั่วไปในคนตั้งครรภ์ที่เกิดภาวะดื้ออินซูลินนี้อาจจำเป็นต้องใช้อินซูลิน มากกว่าปกติถึง 3 เท่า เมื่อร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอก็เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเบาหวานขึ้นมา และเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาทั้งแก่ตัวแม่เองและแก่เด็ก

นอกเหนือจากเบาหวานทั้ง 3 ประเภทที่กล่าวข้างต้นยังมีเบาหวานที่เกิดจากเหตุอื่นๆอีกหลายเหตุ เช่น
- เบาหวานที่เกิดจากการดื่มสุรามากจนทำให้เกิดภาวะตับอ่อนอักเสบเรื้อรังและทำลายตับอ่อนจนเสียหน้าที่ไปไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ เกิดเป็นเบาหวานขึ้นมา
- เบาหวานที่เกิดจาก การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาสเตอรอยด์ ซึ่งมักจะอยู่ในยาชุดแก้ปวดข้อปวดกระดูก ยาชุดแก้แพ้ ยาสมุนไพร ยาลูกกลอน ทำให้เกิดเบาหวานขึ้นได้
- เบาหวานที่เกิดจากภาวะร่างกายมีภูมิต้านทานผิดปกติ เกิดการทำลายตับอ่อนหรือเกิดการสร้างฮอร์โมนผิดปกติทำให้เกิดเบาหวานตามมา

อาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
• กระหายน้ำ และปัสสาวะบ่อย
• แผลหายยาก
• หิวบ่อย
• น้ำหนักลด
• รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
• สายตาพร่ามัว
• ชาหรือรู้สึกเสียวตามมือ หรือเท้า
• บางรายมาด้วยอาการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ มีเชื้อราที่ช่องคลอด หรืออวัยวะเพศชาย
• ผู้ป่วยชายบางรายมาพบแพทย์ด้วยเรื่องเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ จึงค่อยตรวจพบว่าเป็นเบาหวาน
• ในเบาหวานประเภท 1 อาจจะมาด้วยอาการเหนื่อย หายใจหอบลึก ปวดท้อง เพลียมาก มีภาวะเลือดเป็นกรด (DKA)

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นเบาหวาน
• รับประทานอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักโภชนาการในปริมาณที่พอดีกับที่ร่างกายต้องการ ไม่รับประทานมากจนเกินไป อาจแบ่งมื้ออาหารเป็นเช้า กลางวัน เย็น และมื้ออาหารว่างตอนสายหรือบ่าย
• หลีกเลี่ยงอาหารที่รับประทานแล้วมีระดับน้ำตาลสูงขึ้น เช่น น้ำตาลทราย เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในแต่ละวันไม่ควรอยู่นิ่งๆ ควรมีการขยับเขยื้อนร่างกาย เช่น เดินขึ้นลงบันได จอดรถให้ไกลเล็กน้อยเพื่อจะได้เดิน
• หมั่นตรวจน้ำตาลด้วยตนเอง เพื่อให้ทราบระดับน้ำตาลในเลือด
• ดูแลทำความสะอาดเท้า ระมัดระวังอย่าให้เกิดบาดแผล
• รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง
• พบแพทย์ตามนัด

บทความโดย...นพ.วิโชติ เวชกิจวาณิชย์
คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลเอกชล


ติดตามข่าวสารและข้อมูลได้ที่
LINE รพ.เอกชล ชลบุรี
LINE รพ.เอกชล2 (อ่างศิลา)
Facebook: Aikchol Hospital

บริการทางการแพทย์ของเอกชล

รับข่าวสาร และเคล็ดลับสุขภาพจากเรา