English
เคล็ดลับสุขภาพ > ไวรัสตับอักเสบบี จุดเริ่มต้นก่อมะเร็งตับ

ไวรัสตับอักเสบบี จุดเริ่มต้นก่อมะเร็งตับ

ภาวะตับอักเสบ
เกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่พบได้บ่อย เช่น การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การได้รับยาหรือสารพิษบางชนิด หรือมีภาวะไขมันพอกตับ สาเหตุอื่นที่พบได้รองลงมา เช่น การติดเชื้อที่ตับทั้งจากเชื้อแบคทีเรีย พยาธิ วัณโรค หรือไวรัสอื่นๆ การติดเชื้อเข้ากระแสเลือดหรือโรคภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อตนเอง ก็ทำให้มีภาวะตักอักเสบได้ อย่างไรก็ตามการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ยังคงเป็นสาเหตุของตับอักเสบที่พบได้บ่อยที่สุด

โรคไวรัสตับอักเสบบี
เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ทำให้เกิดตับอักเสบแบบเฉียบพลัน หรือตับอักเสบเรื้อรัง ในระยะยาวอาจเกิดโรคตับแข็ง และหากติดเชื้อตั้งแต่เด็ก อาจทำให้เกิดโรค “มะเร็งตับ” บางรายอาจมีเชื้ออยู่ในร่างกายโดยไม่มีอาการ แต่จะเป็นพาหะแพร่เชื้อให้คนอื่นได้

อาการของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
จะมีความแตกต่างกันได้มาก โดยเฉพาะในระยะเฉียบพลัน ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ แต่บางรายจะมีอาการ

♦ มีไข้ คล้ายไข้หวัด
♦ อ่อนเพลียไม่มีแรง
♦️ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด
♦️ เจ็บบริเวณใต้ชายโครงข้างขวาขวา
♦️ ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม
♦️ ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือที่เรียกว่า ดีซ่าน
♦ คันตามตัว
♦ บางรายอาจมีตับวายเฉียบพลัน

ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ทุเลาลงจนเป็นปกติ ภายใน 1 - 3 เดือน แต่ในบางรายอาจจะยังมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง แม้ภาวะตับอักเสบจะดีขึ้นแล้ว
การติดต่อของโรค
เชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีอยู่ในเลือด น้ำเหลือง และสารคัดหลั่งต่างๆในร่างกาย จึงติดต่อได้หลายทางดังนี้
✅ ในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นพาหะ เชื้อจะถูกถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก
✅ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยไม่สวมถุงยางอนามัย
✅ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
✅ ได้รับเลือดที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
✅ ติดจากบาดแผลโดยการ สัมผัสเลือดหรือสิ่งคัดหลั่งที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรปฏิบัติตัวอย่างไร
1.ใช้ชีวิตตามปกติ พักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
2.รับประทานข้าว เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ในปริมาณที่พอเหมาะทุกวัน และอาหารที่ย่อยง่าย งดอาหารมันเพราะจะทำให้ท้องอืด
3.งดบุหรี่ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดโรคตับเรื้อรังในอนาคต
4.มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย โดยการสวมถุงยางอนามัย
5.งดบริจาคเลือดเพื่อป้องกันเชื้อแพร่สู่ผู้อื่น
6.ตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของตับทุกๆ 6 เดือน หากพบตับอักเสบ จะได้ทำการรักษาทันท่วงที
7.ลดความเครียดและความกังวลให้น้อยลง
8.หลีกเลี่ยงการซื้อยาหรืออาหารเสริม วิตามินบำรุง สมุนไพรต่างๆ มารับประทานเอง และปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์
9.แนะนำคนใกล้ชิด ให้ตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อโรคไวรัสตับอักเสบบี และ ให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี หากคนใกล้ชิด ไม่มีภูมิ
10.พบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา ก่อนสมรสและก่อนมีบุตร

การป้องกัน
♦️ หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย หรือของใช้ที่มีโอกาสปนเปื้อนสิ่งคัดหลั่งของผู้อื่น
♦ ใช้ช้อนกลาง
♦ ไม่ใช้ของใช้ที่มีคม เช่น กรรไกรตัดเล็บ มีโกน ร่วมกับผู้อื่น
♦️ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ
♦️ มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย โดยการสวมถุงยางอนามัย
♦️ ฉีดวัคซีนป้องกันจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้
ผู้ทีควรฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
♦ ทารกแรกเกิด เด็ก และวัยรุ่นที่ไม่ได้รับวัคซีนเมื่อแรกเกิด หรือ ได้รับวัคซีนพื้นฐานไม่ครบตามเกณฑ์
♦ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ทำงานในสถานพยาบาล
♦ ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง
♦ ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดบ่อยๆ
♦ ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
♦ ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงทางพฤติกรรมทางเพศ เช่น รักร่วมเพศ มีคู่นอนหลายคน

บทความโดย...พญ.อุษณีย์ เนาว์อุดม แผนกอายุรกรรมทั่วไป (โรคติดเชื้อ) โรงพยาบาลเอกชล (038) 939 999 ต่อ 2130-2132
ติดตามข่าวสารและข้อมูลได้ที่
LINE รพ.เอกชล ชลบุรี
LINE รพ.เอกชล2 (อ่างศิลา)
Facebook: Aikchol Hospital

บริการทางการแพทย์ของเอกชล

รับข่าวสาร และเคล็ดลับสุขภาพจากเรา